Home

ข้อมูลทั่วไป

แผนพัฒนาท้องถิ่น

โครงสร้างบุคลากร

ข้อมูลข่าวสาร

แหล่งท่องเที่ยว

ผลิตภัณฑ์ชุมชน

กระดานสนทนา

ป่าดง ปงไหว

ป่าดงปงไหว

แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม "ป่าดง ปงไหว" ต.ร้องวัวแดง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ “ปงไหว” เป็น ภาษาล้านนา หมายถึง เขตดินพรุ เป็นที่ชุ่มน้ำ มักเกิดในแหล่งชุ่มชื้น หรือเขตป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ เมื่อเดินหรือขย่มผิวดินจะสะเทือนไหวได้ บริเวณ "ป่าดง ปงไหว" ตั้งอยู่ระหว่างหมู่บ้านม่วงเขียว หมู่ที่ 4 ตำบลร้องวัวแดง และบ้านป่าตึง หมู่ที่ 7 ตำบลห้วยทราย อำเภอสันกำแพง ซึ่งเป็นป่าหนาทึบ ไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจน แต่จากการบอกเล่าของผู้เฒ่า และ ผู้รู้ในหมู่บ้านเล่าว่า เดิมเป็นสถานที่พักแรมของพ่อค้าต่างถิ่นที่สัญจรขนส่งสินค้า โดยจะนำวัวต่าง ม้าต่าง มาพักแรมที่ดอยน้อย ปัจจุบัน ป่าดงปงไหวจึงเป็นที่ สนใจคนไปเที่ยวกันมาก หากเดินอยู่ในนั้นเห็นได้ชัดเป็นป่าบริสุทธิ์เก่าแก่ เถาวัลย์ขดตัวรูปร่างแปลกงดงามมากมายแสดงให้เห็นถึงอายุเป็นร้อยปี ทั้งเป็นป่าสมุนไพรและป่าอาหารพื้นบ้านเมืองเหนือตามธรรมชาติ ชาวบ้าน บ้านม่วงเขียว ตำบลร้องวัวแดงและชาวบ้านตำบลห้วยทราย ได้เล็งเห็นความสำคัญในตำนานและความสมบูรณ์ของผืนป่าชุมชนนาม "ป่าดง ปงไหว" จึงได้หารือร่วมกันในการพัฒนาอนุรักษ์ปรับปรุงภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาอำเภอสันกำแพง

"ปงไหว" เป็น ภาษาล้านนา หมายถึง เขตดินพรุ เป็นที่ชุ่มน้ำ มักเกิดในแหล่งชุ่มชื้น หรือเขตป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ เมื่อเดินหรือขย่ม ผิวดินจะสะเทือนไหวได้ บริเวณ "ป่าดง ปงไหว" ตั้งอยู่ระหว่างหมู่บ้านม่วงเขียว หมู่ที่ 4 ตำบลร้องวัวแดง และบ้านป่าตึง หมู่ที่ 7 ตำบลห้วยทราย อำเภอสันกำแพง ซึ่งเป็นป่าหนาทึบ ไม่ปรากฏหลักฐานความเป็นมาที่ชัดเจน แต่จากการบอกเล่าของผู้เฒ่า และ ผู้รู้ในหมู่บ้านเล่าว่า เดิมเป็นสถานที่พักแรมของพ่อค้าต่างถิ่นที่สัญจรขนส่งสินค้า โดยจะนำวัวต่าง ม้าต่าง มาพักแรม ที่ดอยน้อย (สมัยก่อนเรียกว่าดอยแกลบ) ปัจจุบัน ป่าดงปงไหวจึงเป็นที่ สนใจคนไปเที่ยวกันมาก หากเดินอยู่ในนั้นเห็นได้ชัดเป็นป่าบริสุทธิ์เก่า แก่ เถาวัลย์ขดตัวรูปร่างแปลกงดงามมากมายแสดงให้เห็นถึงอายุเป็นร้อยปี ทั้ง เป็นป่าสมุนไพรและป่าอาหารพื้นบ้านเมืองเหนือตามธรรมชาติ มีกระทั่งต้น “พ่อ ค้าตีเมีย” ผักที่ใช้ใส่แกงเมืองเหนือ ที่ไม่ใส่กะทิเพื่อชูรสให้หอมและ อร่อยที่หาดูได้ยาก ได้พบวัดร้างของชาวลัวะที่ยังมีซากเจดีย์ที่เรียกกู่ลัว ะ ที่นักโบราณคดีกรมศิลปากรเชียงใหม่ระบุว่ามีอายุพุทธศตวรรษที่ 20-21 พบ บ่อน้ำทิพย์ที่ไหลออกมาจากโคนต้นตะเคียน ชาวบ้านเรียกน้ำบ่อยาใช้กินกับยา แก้โรค โดยห้ามผู้หญิงเข้าไปในเขตนั้นเด็ดขาด ด้วยถือว่าเป็นเขต ศักดิ์สิทธิ์ พบลานซ้อมอาวุธสงครามที่ชาวเหนือเรียก “ข่วงเจิง” พบเตาเผา เครื่องปั้นดินเผาที่เศษตกค้าง ระบุทับ ถมกันหลายยุคสมัยพร้อมซากจากหลาย แหล่งรวมทั้งของจีน แสดงถึงการเป็นศูนย์การค้าเด่นชัด พบแหล่งหลอมเหล็กใน นั้นโดยแหล่งแร่อยู่ห่างออกไป 10 กม.เศษ เป็นสิ่งยืนยัน 200 ปีที่ผ่านมาชาว ลัวะที่โน่นเป็นผู้ผลิตอาวุธหอกดาบ คล้องช้างหรือต้อนเข้าเพนียดส่งเป็นช้าง ศึกให้แก่เชียงใหม่และหริภุญไชยใช้ทำสงคราม ช่างหลอมเหล็กและช่างตีเหล็กชาว ลัวะยุคโน้นถูกทำให้ หยุดงานหมดสิ้นเชิง เมื่อพม่ายึดเมืองเหนือได้หมดปี พ.ศ.2001 กวาดช่างเหล็กไปพม่าหมดสิ้น